Sample image

 เว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ 
 แอดมินเว็บไซต์  
 นายกามาล อับดุลวาฮับ 
 Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
เกิดขึ้นระหว่าง 15-20 สิงหาคม ค.ศ.636 ริมแม่น้ำยัรมูกในจอร์แดน ระหว่างกองทัพโรมันตะวันออก(ไบแซนไทน์)และกองทัพอาหรับของเคาะลีฟะห์รอชิดูนแห่งมะดีนะห์ ผลของสงครามเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในซีเรียและตะวันออกกลางไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง 
 

El Ultimo Suspiro del Moro “สัญลักษณ์สุดท้ายของพวกมัวร์”

El Ultimo Suspiro del Moro “สัญลักษณ์สุดท้ายของพวกมัวร์” ชื่อที่คนในท้องถิ่นแถบนั้นเรียกเนินหินเตี้ยๆที่ครั้งหนึ่งเจ้าชายอาหรับยืนหันไปดูอาณาจักรของเขาเป็นครั้งสุดท้าย เนินแห่งนี้อยู่นอกเมืองเกรนาดา ทางภาคใต้ของสเปน
 
“หากฝ่ายอาหรับมีชัยในสงครามนี้ ก็คงได้เห็นมัสยิดตั้งตระหง่านในลอนดอนและปารีสแทนที่จะเป็นมหาวิหารอย่างทุกวันนี้ และเสียงท่องจำอัลกุรอานก็คงมาแทนที่พระคัมภีร์ไบเบิลในออกซฟอร์ดและสถาบันศึกษาชั้นนำอื่นๆของยุโรปเป็นแน่” Edward Gibbon นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ (ค.ศ. 1737-1794)  
 

คุยกันต่อกับคุณ Mars เรื่องปาเลสไตน์

ที่มา กระทู้ในเว็บไซต์พันทิพย์ดอทคอม ห้องราชดำเนิน
 

ตัวอย่างการนำเสนอข่าวของสื่ออเมริกาต่อปัญหาปาเลสไตน์

ที่มา กระทู้ในห้องราชดำเนิน เว็บไซต์พันทิพย์ดอทคอม
 

วิดิทัศน์เรื่อง When Muslims Ruled in Europe

When Muslims Ruled in Europe? สารคดีของ channel 4 ประเทศอังกฤษ แสดงถึงอิทธิพลของมุสลิมต่อยุโรป อันเป็นผลมาจากการครอบครองสเปนเป็นระยะเวลา 700 ปี และจุดสูงสุดของอารยธรรมอิสลามอาหรับแห่งสเปนในยุคของคอลีฟะห์แห่งวงศ์อุมัยยะห์ ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่คอร์โดบา สารคดีเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อสองอารยธรรมมาพบกัน การผสมกลมกลืนและความขัดแย้งเกิดขึ้นอย่างไร และมันมีผลทำให้เกิดยุคเรอเนอสซองส์ การปฏิวัติศาสนา และการปฏิวัติอุตสาหกรรมของยุโรปอย่างไร
 

Talmud "Quotes" ฉบับปลอมแปลงที่ถูกนำมาเผยแพร่ตามเว็บต่างๆ

ที่มา จากกระทู้ที่มีการสนทนากันใน http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern เป็นการสนทนาที่ต่อเนื่องจากกระทู้ก่อนหน้านี้ ซึ่งคุณโมเสสได้กล่าวถึงข้อความในคัมภีร์ตัลมูดของยิวว่ามีการดูถูกเหยียดหยามชนชาติอื่นที่ไม่ใช่ยิว คุณเอื้องอัยราวัณจึงตั้งกระทู้นี้ขึ้นเพื่อโต้แย้งว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ซึ่งข้อเท็จจริงต่างๆ ท่านสามารถติดตามจากสนทนาได้ในกระทู้นี้
 

มุลูค อัฏเฏาะวาอีฟ

จากสภาพโครงสร้างของประชากร และปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ต่างๆทั้งมุสลิมพื้นเมือง ชาวอาหรับ เบอร์เบอร์และกลุ่มทหารรับจ้างที่ค่อยๆเข้ามามีบทบาทในการปกครองตามหัวเมืองต่างๆ เมื่ออำนาจของส่วนกลางอ่อนแอลง สเปนจึงถูกแบ่งแยกออกเป็นนครรัฐท้องถิ่นเล็กๆจำนวนมาก เรียกกันว่า มุลูค อัฏเฏะวาอีฟ (ملوك الطوائف ภาษาสเปน เรียกว่า reyes de taifas)
 

อะมีรวงศ์นัศรฺและวาระสุดท้ายของเกรนาดา

ประมาณปี ค.ศ. 1250 พื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรไอบีเรียตกอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์แห่งอะรากอน แคชตีลและโปรตุเกส มีเพียงเกรนาดาและดินแดนโดยรอบทางตอนใต้ที่มุสลิมยังสามารถครอบครองอยู่ต่อมาอีกประมาณ 250 ปี โดยอะมีรวงศ์นัศรฺ อาณาจักรเล็กๆนี้ก่อตัวขึ้นประมาณปี 1220-30 โดยมุฮัมมัด บิน ยูซุฟ บิน นัศรฺ อัลอัฮมัร ผู้สืบเชื้อสายมาจากเผ่าคอซรอจแห่งนครมะดีนะห์ ตอนที่อำนาจของมุวะฮฺฮิดูนล่มสลาย เขาได้ปกครองเมืองเล็กๆชื่ออาร์โจนา ต่อมาเขายึดเมืองเกรนาดาได้ และเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของอาณาจักรที่สถาปนาขึ้น
 

การเมือง การปกครอง สภาพสังคมและเศรษฐกิจในยุคอุมัยยะห์

เหรียญเงินสมัยอับดุรรอฮมานที่ 3 ด้านหนึ่งของเหรียญระบุว่า
 

วงศ์อุมัยยะห์แห่งอันดาลูเซีย

หลังจากคอลีฟะห์แห่งดามัสกัสถูกโค่นล้มในปี ค.ศ. 750 และสถาปนาคอลีฟะห์วงศ์อับบาซิยะห์ขึ้นแทนที่แบกแดด อับดุรรอฮมาน บิน มุอาวิยะห์ (عبد الرحمن الداخل) หลานของอดีตคอลีฟะห์ฮิชาม ซึ่งรอดพ้นจากการสังหารหมู่ของพวกอับบาซิยะห์มาได้อย่างหวุดวิด ได้หลบหนีไปยังอัฟริกาเหนือ
 

มุสลิมภายใต้การปกครองของจักรวรรดิ์นิยมสเปน

ตั้งแต่ดินแดนส่วนใหญ่ของสเปน ถูกรัฐคริสเตียนที่ประกอบด้วยแคชตีล อะรากอนและโปรตุเกสพิชิตไปในช่วงครึ่งแรกของคริสตวรรษที่ 13 ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ของสังคมต่างวัฒนธรรมต่างความเชื่ออันได้แก่มุสลิม คริสเตียนและยิว ซึ่งนักประวัติศาสตร์สเปนในปัจจุบันเรียกกันว่า convivencia ซึ่งแปลว่า “การอาศัยอยู่ร่วมกัน”
 

การพิชิตสเปนของอาหรับ

การเข้าไปของมุสลิมอาหรับในสเปน เริ่มขึ้นหลังจากที่คอลีฟะห์(กาหลิบ)วงศ์อุมัยยะห์แห่งดามัสกัสสามารถครอบครองโมรอคโคส่วนใหญ่ไว้ได้แล้ว
 

การเข้ามาของพวกมุรอบิฏูนและพวกมุวะฮฺฮิดูน

การเข้ามาของพวกมุรอบิฏูน
พวกมุรอบิฏูน เป็นชาวเบอร์เบอร์ที่เริ่มมีอำนาจในโมรอคโคประมาณกลางคริสศตวรรษที่ 11 จากจุดกำเนิดในบริเวณเซเนกัลตอนล่าง ยูซุฟ บิน ตะชุฟิน (ค.ศ. 1061-1106) หนึ่งในผู้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งนี้ได้ก่อสร้างเมืองมะรอกิช (ที่มาของชื่อโมรอคโค) เพื่อเป็นเมืองหลวงในปี ค.ศ. 1062